เปรียบเทียบต้นทุนด้วยข้อมูลจริง
เปรียบเทียบค่าคอมมิชชัน OTA กับต้นทุนการจองตรง
ควรเปรียบเทียบต้นทุนต่อการเข้าพักที่เสร็จสมบูรณ์ ไม่ใช่ดูยอดจองรวมอย่างเดียว ฝั่ง OTA มีค่าคอมมิชชันและเงื่อนไขตามสัญญา ส่วนการจองตรงมีค่าชำระเงิน ระบบ เว็บไซต์ การตลาด และเวลาของทีมที่ต้องนับให้ครบ
เหมาะกับเจ้าของโรงแรมและทีมรายได้ที่ต้องการวัดต้นทุนของแต่ละช่องทางจากสัญญา ใบแจ้งหนี้ และรายการจองจริงก่อนปรับสัดส่วน OTA กับการจองตรง
ตรวจสอบข้อมูลล่าสุด:


เปรียบเทียบหน้าที่และต้นทุนของสองช่องทาง
| การจองผ่าน OTA | การจองตรง | |
|---|---|---|
| การสร้างความต้องการ | แพลตฟอร์มช่วยให้ที่พักถูกค้นพบในตลาดของแพลตฟอร์ม | โรงแรมต้องสร้างและดูแลเว็บไซต์ โปรไฟล์ คอนเทนต์ หรือลูกค้าเดิม |
| ต้นทุนผันแปร | ค่าคอมมิชชันและค่าใช้จ่ายตามสัญญาต่อรายการ | ค่ารับชำระและค่าใช้จ่ายที่เกิดตามรายการจอง |
| ต้นทุนคงที่ | ต้นทุนระบบหรือการเชื่อมต่อที่โรงแรมใช้ดูแลช่องทาง | ค่าระบบจอง เว็บไซต์ โดเมน และเครื่องมือที่จัดสรรให้ช่วงวัดผล |
| การรับชำระ | ขึ้นกับรูปแบบเก็บเงินและเงื่อนไขการจ่ายของแพลตฟอร์ม | โรงแรมเลือกผู้ให้บริการและรับผิดชอบค่าธรรมเนียม คืนเงิน และ chargeback |
| ความสัมพันธ์กับแขก | ข้อมูลและการสื่อสารอยู่ภายใต้กติกาของแพลตฟอร์ม | โรงแรมดูแลประสบการณ์และข้อมูลตามสิทธิ์ที่แขกให้โดยตรง |
| งานดูแลต่อเนื่อง | ดูแลราคา ห้องว่าง เนื้อหา และข้อความในช่องทาง | ดูแลเว็บไซต์ ลิงก์ ราคา ห้องว่าง การชำระเงิน และการตอบคำถาม |
| เหมาะเมื่อ | ต้องการเข้าถึงความต้องการใหม่หรือตลาดที่โรงแรมยังเข้าถึงเองไม่ได้ | แขกรู้จักโรงแรมแล้วหรือโรงแรมมีช่องทางที่พาแขกสู่หน้าจองได้ |
คำนวณจากการเข้าพักที่เสร็จสมบูรณ์
เริ่มจากรายได้ค่าห้องของรายการที่เข้าพักเสร็จในช่วงเดียวกัน แล้วหักต้นทุนที่เกิดกับช่องทางนั้น อย่ารวมรายการที่ยกเลิกหรือ no-show โดยไม่บันทึกค่าปรับ คืนเงิน และต้นทุนที่เกิดจริง เพราะจะทำให้ช่องทางที่มีรูปแบบการยกเลิกต่างกันเปรียบเทียบกันไม่ได้
ตัวอย่างเพื่ออธิบายสูตรเท่านั้น: หากรายการเข้าพักมีมูลค่า THB 10,000 และสมมติค่าคอมมิชชัน OTA 15% การคำนวณคือ THB 10,000 × 15% = THB 1,500 ก่อนค่าใช้จ่ายอื่น อัตรา 15% นี้ไม่ใช่อัตราตลาดหรือข้อเสนอของ OTA ใด โรงแรมต้องใช้อัตราและฐานคำนวณจากสัญญาจริง
- กำหนดช่วงข้อมูลเดียวกัน เช่น เดือนที่เข้าพักเสร็จแล้ว
- ใช้รายได้และฐานค่าคอมมิชชันตามเอกสารจริง
- แยกรายการยกเลิก คืนเงิน no-show และ chargeback
- บันทึกภาษีแยกและให้ผู้ทำบัญชียืนยันวิธีเปรียบเทียบ
นับต้นทุนการจองตรงให้ครบ
ต้นทุนการจองตรงไม่ใช่ศูนย์ ให้รวมค่ารับชำระที่เกิดจริง ส่วนแบ่งค่าระบบ เว็บไซต์ โดเมน และเครื่องมือ รวมถึงค่าโฆษณาหรือเวลาพนักงานที่ระบุได้ว่าทำเพื่อช่องทางนี้ การจัดสรรต้นทุนคงที่ควรใช้วิธีเดียวกันทุกเดือนเพื่อให้แนวโน้มเปรียบเทียบได้
สูตรใช้งานได้คือ ต้นทุนต่อการเข้าพักที่เสร็จ = ต้นทุนผันแปรของรายการ + ส่วนแบ่งต้นทุนคงที่ + ต้นทุนการตลาดและแรงงานที่จัดสรร หากโรงแรมวัดเวลาไม่ได้ ให้ระบุว่าไม่รวมแทนการใส่ค่าประมาณที่ดูเหมือนข้อมูลจริง
- ค่าธรรมเนียมรับชำระ คืนเงิน และ chargeback
- ส่วนแบ่งค่าระบบ เว็บไซต์ โดเมน และการดูแลทางเทคนิค
- ค่าโฆษณาหรือ campaign ที่ส่งมาหน้าจอง
- เวลาที่ทีมใช้ตอบคำถาม แก้รายการ และกระทบยอด
ใช้ OTA และการจองตรงอย่างมีเจตนา
OTA อาจคุ้มค่าเมื่อช่วยให้โรงแรมเข้าถึงแขกใหม่ ประเทศใหม่ หรือช่วงที่ช่องทางของโรงแรมยังสร้างความต้องการไม่พอ การจองตรงมีประโยชน์เมื่อแขกรู้จักที่พักแล้ว ต้องการกลับมาพัก หรือเข้ามาจากช่องทางที่โรงแรมดูแลเอง ทั้งสองช่องทางจึงทำหน้าที่ต่างกันได้
เก็บข้อมูลอย่างน้อยหนึ่งรอบที่สะท้อนฤดูกาลของโรงแรม แล้วเปรียบเทียบต้นทุน อัตรายกเลิก มูลค่าการเข้าพัก และภาระงาน ก่อนปรับงบหรือปิดช่องทาง การตัดสินจากหนึ่งรายการหรือเดือนที่ผิดปกติอาจทำให้ข้อสรุปคลาดเคลื่อน
- กำหนดบทบาทของแต่ละช่องทางแทนการตั้งเป้าว่าต้องเหลือช่องทางเดียว
- ใช้ลิงก์แยกเพื่อดูแหล่งที่มาของการจองตรงโดยไม่ใส่ข้อมูลส่วนบุคคล
- ติดตามการแก้ไข ยกเลิก และคืนเงิน ไม่ใช่เฉพาะรายการสร้างใหม่
- ทบทวนสัญญาและต้นทุนเมื่อผู้ให้บริการหรือกระบวนการเปลี่ยน
ข้อจำกัดที่ควรรู้
- ค่าคอมมิชชัน ฐานคำนวณ ภาษี และเงื่อนไขการรับเงินแตกต่างตามสัญญาและประเทศ ต้องตรวจเอกสารจริงของโรงแรม
- ตัวอย่าง THB 10,000 และ 15% ใช้อธิบายสูตรเท่านั้น ไม่ใช่อัตรามาตรฐานหรือผลลัพธ์ของลูกค้า Romnest
- การจองตรงไม่ได้ถูกกว่าเสมอ หากต้นทุนโฆษณา การชำระเงิน ระบบ หรือเวลาทีมสูงกว่าประโยชน์ที่ได้รับ
- Romnest ไม่รับประกันยอดจอง การประหยัดค่าคอมมิชชัน รายได้ หรือผลตอบแทนจากการเปลี่ยนสัดส่วนช่องทาง
คำถามที่พบบ่อย
ใช้อัตราค่าคอมมิชชันจากที่ไหน
ใช้สัญญา ใบแจ้งหนี้ และรายงานการจ่ายเงินจริงของโรงแรม ตรวจด้วยว่าคิดจากค่าห้อง ภาษี ค่าบริการ หรือรายการเสริมใดบ้าง
ค่าธรรมเนียมบัตรควรนับฝั่งไหน
นับกับช่องทางที่ทำให้ค่าใช้จ่ายนั้นเกิดขึ้น หากรูปแบบ OTA ให้โรงแรมเป็นผู้รับชำระและเสียค่าบัตรด้วย ต้องรวมทั้งค่าคอมมิชชันและค่ารับชำระของรายการนั้น
ต้องรวมค่าโฆษณาและเวลาพนักงานหรือไม่
ควรรวมเมื่อจัดสรรได้อย่างสม่ำเสมอ หากยังวัดไม่ได้ให้เปิดเผยว่าไม่รวม และหลีกเลี่ยงการสรุปว่าต้นทุนที่คำนวณเป็นต้นทุนทั้งหมด
ถ้าการจองตรงต้นทุนต่ำกว่าควรเลิก OTA ไหม
ไม่ควรตัดสินจากต้นทุนอย่างเดียว ให้พิจารณาความต้องการใหม่ ฤดูกาล ตลาดที่เข้าถึง อัตรายกเลิก ภาระงาน และความเสี่ยงจากการพึ่งช่องทางเดียวด้วย
เริ่มเก็บต้นทุนการจองตรงจากข้อมูลของโรงแรม
เปิดหน้าจอง ทดสอบเส้นทางแขก และกำหนดช่วงข้อมูลก่อนเปรียบเทียบกับรายงาน OTA
